4.1 งานโครงสร้างวิศวกรรม
1. งานขุดดินและถมดิน
- งานขุดดินความลึก ไม่เกิน 2 เมตร ให้คำนวณหาปริมาณงานดินที่ต้องขุด ตามเนื้อที่
ของฐานรากแต่ละขนาดคูณด้วยความลึกจากระดับดินถึงใต้ฐานราก แล้วคูณด้วยจำนวนของฐานราก
แต่ละขนาด จะได้ผลลัพธ์หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร เมื่อได้ปริมาณงานดินขุดของฐานรากทั้งหมดแล้ว ให้นำไป
รวมเปอร์เซ็นต์การเผื่องานขุดดินร้อยละ 30 จะได้ปริมาณงานดินขุดทั้งหมด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
- งานขุดดินความลึก เกิน 2 เมตรขึ้นไป ให้คำนวณหาปริมาณงานดินที่ต้องขุด ตามขนาด
ของฐานรากแต่ละขนาดโดยให้เผื่อจากด้านข้างทุกด้านของฐานรากเป็นระยะ 0.50 เมตร แล้วคำนวณพื้นที่
ของฐานราก คูณด้วยความลึกจากระดับดินถึงวัสดุรองก้นหลุมใต้ฐานราก แล้วคูณด้วยจำนวนของฐานราก
แต่ละขนาด จะได้ผลลัพธ์หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร และผู้มีหน้าที่คำนวณราคากลางสามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ
ตามข้อกำหนด สำหรับรายการค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสิ่งปํองกันดินพังทลาย (ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐาน
ในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
เกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2564 ข้อ 26)
หมายเหตุ ไม่รวมงานขุดแบบ Diaphragm Wall เผื่อเฉพาะการขุดดินสภาพปกติ
ในแนวดิ่งเท่านั้น
- การถมคืน คือ การนำดินที่ขุดขึ้นจากฐานราก แล้วถมคืนลงไปในหลุมฐานราก
หลังจากทำการหล่อคอนกรีตฐานรากและเสาตอม่อแล้วเสร็จ โดยนำเอาปริมาณดินขุดฐานรากทั้งหมด
หักปริมาตรฐานราก และเสาตอม่อ จะได้ผลลัพธ์ดินถมหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
- งานตอกเสาเข็ม ให้คำนวณหาปริมาณของเสาเข็มที่จะตอก ตามชนิด ขนาด และความยาว
ของเสาเข็ม โดยคิดปริมาณของเสาเข็มที่กำหนดให้ตอก กับฐานรากแต่ละขนาด แล้วรวมยอดได้จำนวนเท่าใด
เป็นปริมาณของเสาเข็มที่จะใช้ทั้งหมด หน่วยเป็นต้น
2. งานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
2.1 งานวัสดุรองใต้ฐานราก ให้คำนวณวัสดุรองฐานรากตามขนาดเนื้อที่ใต้ฐานรากแต่ละขนาด
คูณด้วยความหนาของวัสดุรองใต้ฐานราก แล้วคูณด้วยจำนวนของฐานรากแต่ละขนาด เมื่อได้ปริมาณงาน
วัสดุรองใต้ฐานรากทั้งหมดแล้ว ให้นำไปรวมกับเปอร์เซ็นต์การเผื่อ จะได้ปริมาณงานวัสดุรองใต้ฐานราก
หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร โดยเปอร์เซ็นต์การเผื่อให้คำนวณ ดังนี้
1) งานวัสดุรองพื้นหรือปรับระดับ ให้คิดคำนวณเผื่อการยุบตัวเนื่องจากการบดอัดด้วยแรงคน
- งานถมทรายรองพื้นหรือปรับระดับ
เผื่อร้อยละ 25
- งานดินรองพื้นหรือปรับระดับ
เผื่อร้อยละ 30
-
งานดินลูกรังรองพื้นหรือปรับระดับ เผื่อร้อยละ 35
-
งานอิฐหักรองพื้นหรือปรับระดับ
เผื่อร้อยละ 25
2) งานถมบริเวณ คิดคำนวณเผื่อการยุบตัวเนื่องจากการบดอัดด้วยเครื่องจักร
- งานถมทราย
เผื่อร้อยละ 40
- งานถมดิน
เผื่อร้อยละ 60
- งานถมดินลูกรัง
เผื่อร้อยละ 60
- งานถมอิฐหัก
เผื่อร้อยละ 50
2.2 งานคอนกรีตรองใต้ฐานราก (คอนกรีต 1:3:5) ให้คำนวณคอนกรีตของฐานราก
ตามขนาดเนื้อที่ใต้ฐานรากแต่ละขนาดคูณด้วยความหนาของงานคอนกรีตใต้ฐานราก แล้วคูณด้วยจำนวน
ของฐานรากแต่ละขนาดจะได้ผลลัพธ์หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร เมื่อได้ปริมาณงานคอนกรีตรองใต้ฐานรากทุกขนาด
แล้วจะได้ปริมาณคอนกรีตใต้ฐานราก หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
2.3 งานคอนกรีตโครงสร้าง ให้คำนวณหาปริมาณเนื้องานคอนกรีตโครงสร้างของอาคาร
ทั้งหมดตั้งแต่ฐานราก เสาตอม่อ คานคอดิน เสา คาน พื้นและบันไดทุกชั้น จนถึงโครงหลังคาตามแบบรูปรายการ
งานก่อสร้าง แล้วรวมจำนวนทั้งหมด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
- คอนกรีตฐานราก ให้คำนวณคอนกรีตตามขนาดของฐานรากแต่ละขนาด
คือ พื้นที่หน้าตัด คูณด้วยความหนาของฐานรากจะได้ผลลัพธ์ หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร เมื่อได้ปริมาณคอนกรีต
ฐานรากทุกขนาดแล้ว จะได้ปริมาณคอนกรีตฐานรากรวมจำนวนทั้งหมด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
- คอนกรีตเสาตอม่อ ให้คำนวณพื้นที่หน้าตัดตามขนาดของเสาตอม่อแต่ละขนาด
แล้วนำพื้นที่หน้าตัดของเสาตอม่อนั้นคูณด้วยความสูงของเสาตอม่อจะได้ผลลัพธ์หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
เมื่อได้ปริมาณคอนกรีตเสาตอม่อทุกขนาดแล้ว จะได้ปริมาณคอนกรีตเสาตอม่อทั้งหมด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร -
คอนกรีตเสา ให้คำนวณพื้นที่หน้าตัดตามขนาดของเสาแต่ละขนาด แล้วนำพื้นที่หน้าตัด ของเสาคูณด้วยความสูงของเสา จะได้ผลลัพธ์หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมปริมาณคอนกรีตเสาทุกขนาดแล้ว จะได้ปริมาณคอนกรีตเสาทั้งหมด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
-
คอนกรีตคาน ให้คำนวณพื้นที่หน้าตัดตามขนาดของคานแต่ละขนาด แล้วนำพื้นที่หน้าตัด ของคานคูณด้วยความยาวของคาน จะได้ผลลัพธ์ หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมปริมาณคอนกรีตคานทุกขนาดแล้ว ก็จะได้ปริมาณคอนกรีตคานทั้งหมด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
-
คอนกรีตพื้น ให้คำนวณเนื้อที่ของพื้นตามขนาดของพื้นแต่ละขนาด แล้วนำเนื้อที่ของพื้น คูณด้วยความหนาของพื้นจะได้ผลลัพธ์หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมปริมาณคอนกรีตพื้นทุกขนาดแล้ว
ก็จะได้ปริมาณคอนกรีตพื้นทั้งหมด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร - งานแบบหล่อคอนกรีต การคำนวณหาปริมาณเนื้อที่แบบหล่อ หมายถึง การคำนวณหาเนื้อที่
แบบหล่อที่รองรับหรือห่อหุ้มคอนกรีตที่จะหล่อเป็นงานโครงสร้าง ค.ส.ล. ทั้งหมด ตั้งแต่ฐานราก ตอม่อ
เสา คาน พื้น ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งเมื่อรวมปริมาณเนื้อที่แบบหล่อทั้งหมด จะได้ปริมาณงานแบบ หน่วยเป็นตารางเมตร 3.1 งานไม้แบบหล่อคอนกรีต 3.1.1 ไม้แบบหล่อคอนกรีต เนื้อที่ 1 ตารางเมตร
คำนวณราคาไม้แบบหล่อคอนกรีต โดยใช้สูตร A(0.133) + B(0.774) + C(0.25)
= ราคาไม้แบบหล่อคอนกรีตต่อ 1 ตารางเมตร A = ราคาไม้อัดดำ หนา 20 มิลลิเมตร (ราคาต่อแผ่น) B = ราคาไม้ยาง 1 ½ นิ้ว x 3 นิ้ว (ราคาต่อลูกบาศก์ฟุต) C = ราคาตะปูตอกไม้ 3 นิ้ว (ราคาต่อกิโลกรัม)
3.1.2 ไม้ค้ำยันท้องคาน (ไม้ยูคาลิปตัส มีเปลือก เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาว 3 เมตร)
ใช้ 1.5 ท่อนต่อท้องคาน 1 เมตร
3.1.3 ไม้ค้ำยันท้องพื้น (ไม้ยูคาลิปตัส มีเปลือก เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาว 3 เมตร)
ใช้ 1.5 ท่อนต่อท้องพื้น 1 ตารางเมตร
กรณีของแบบหล่อคอนกรีตแบบเหล็ก หรือวัสดุอื่น ๆ ให้คำนวณปริมาณโดยใช้วิธี
การคำนวณปริมาณแบบหล่อคอนกรีต หน่วยเป็นตารางเมตร โดยไม่คิดเผื่อปริมาณ (สำหรับการคำนวณราคา
ในขั้นตอนการคำนวณราคา ผู้มีหน้าที่คำนวณราคากลางสามารถสืบราคาค่าเช่าต่อตารางเมตรมาคำนวณ)
4. งานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ให้คำนวณตามที่กำหนดในแบบรูปรายการงานก่อสร้างตามชนิด
ขนาดและความยาวของเหล็กเสริม โดยคิดตามความกว้างหรือความยาวของโครงสร้างนั้น ๆ ในแนวเส้นตรง
เช่น กรณีของเหล็กเสริมของฐานราก ให้คำนวณเหล็กเสริมตามขนาดของฐานราก คูณด้วยจำนวนเส้นตามแบบรูป
รายการงานก่อสร้าง แล้วรวมด้วยความยาวทั้งหมด หน่วยเป็นเมตร และคำนวณปริมาณเหล็ก หน่วยเป็น
กิโลกรัม
- การคำนวณหาปริมาณลวดผูกเหล็ก ให้คำนวณโดยใช้ค่าเฉลี่ยประมาณ 30 กิโลกรัม
ต่อน้ำหนักเหล็กเสริม 1,000 กิโลกรัม
ทั้งนี้ เมื่อคำนวณได้ปริมาณเหล็กเส้นเสริมทุกขนาดของงานโครงสร้างทั้งหมด (ซึ่งมีความยาว เป็นเมตร) จากนั้นให้คำนวณหาน้ำหนักของเหล็กเส้นเสริม หน่วยเป็นกิโลกรัม เปอร์เซ็นต์การเผื่อเหล็กแต่ละขนาด ดังนี้ - เหล็กเสริมเส้นกลมผิวเรียบ ขนาด
Dia
6
มิลลิเมตร
เผื่อร้อยละ 5
Dia 9 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 7
Dia 12 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 9
Dia 15 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 11
Dia 19 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 13
Dia 25 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 15
Dia 28 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 15
Dia 32 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 15 - เหล็กเสริมเส้นกลมผิวข้ออ้อย ขนาด
Dia
10
มิลลิเมตร
เผื่อร้อยละ 7
Dia
12
มิลลิเมตร
เผื่อร้อยละ 9
Dia
16
มิลลิเมตร
เผื่อร้อยละ 11
Dia 20 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 13
Dia 22 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 15
Dia 25 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 15
Dia 28 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 15
Dia 32 มิลลิเมตร เผื่อร้อยละ 15
- น้ำยากันซึมผสมคอนกรีต (ถ้ามี) ให้คำนวณตามเนื้องานคอนกรีตที่ผสม หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร
- งานโครงหลังคา
6.1 งานโครงหลังคาไม้ การคำนวณหาปริมาณไม้ที่ใช้ทำโครงหลังคา หน่วยเป็นลูกบาศก์ฟุต
ได้แก่ ไม้ขื่อ ไม้ดั้ง ไม้ค้ำยัน ไม้จันทันเอก ไม้จันทันพราง ไม้อกไก่ ไม้สะพานรับจันทัน ไม้แปหรือไม้ระแนง
ไม้เชิงชาย และไม้ปั้นลม ขนาดหน้าตัดเป็นนิ้ว ความยาวเป็นเมตร แล้วคิดรวม หน่วยเป็นลูกบาศก์ฟุต - ในการคำนวณความยาวของไม้แต่ละอย่างนั้น ต้องเผื่อความยาวไม้ให้พอกับ
การก่อสร้างจริง โดยความยาวของไม้แปรรูปในท้องตลาด ไม้ขนาดหน้าตัดเล็กจะมีความยาวตั้งแต่ 1.00 เมตร
1.50 เมตร 2.00 เมตร และไม่เกิน 6.00 เมตร เช่น ไม้ขนาด 1½ x 3 นิ้ว เป็นต้น ส่วนไม้หน้าตัดใหญ่
เช่น 2 x 8 นิ้ว จะมีขนาดความยาวตั้งแต่ 2.00 เมตร ถึง 8.00 เมตร ดังนั้น ผู้มีหน้าที่คำนวณราคากลาง จึงต้องระมัดระวังในเรื่องความยาวของไม้ หากความยาวแต่ละขนาดไม่ลงตัวหรือไม่พอดีกับการใช้งานก่อสร้าง จะต้องเพิ่มความยาวขึ้นอีก 0.50 เมตร - การประมาณการอุปกรณ์ยึดโครงหลังคา ได้แก่ แผ่นเหล็กปะกับรอยต่อไม้ น็อตสกรู ยึดรอยต่อขนาดต่าง ๆ ให้คำนวณหาจำนวนหรือปริมาณจากแบบรูปรายการงานก่อสร้างหรือแบบขยาย
-
การคำนวณหาพื้นที่โครงหลังคา ให้คำนวณพื้นที่หลังคาตามแนวลาดเอียง
พื้นที่หน่วยเป็นตารางเมตร เพื่อนำไปคำนวณค่าแรงงานในการประกอบและติดตั้งโครงหลังคา ปริมาณตะปูสำหรับงานประเภทต่าง ๆ 1) งานวางคาน ตง และปูพื้นไม้
ใช้ 0.20 กิโลกรัม/ตารางเมตร 2) งานติดตั้งโครงหลังคาไม้ -
ทรงเพิงแหงน
ใช้ 0.20 กิโลกรัม/ตารางเมตร
- ทรงจั่ว
ใช้ 0.20 กิโลกรัม/ตารางเมตร
- ทรงปั้นหยา
ใช้ 0.25 กิโลกรัม/ตารางเมตร
- ทรงไทย
ใช้
0.30 กิโลกรัม/ตารางเมตร
6.2 งานโครงหลังคาเหล็ก ให้คำนวณหาปริมาณงานแยกตามชนิดของเหล็ก โดยคำนวณ
หาความยาวรวมของเหล็กแต่ละชนิดออกมาเป็นเมตร ให้คำนวณเปอร์เซ็นต์เผื่อร้อยละ 3 และคำนวณเป็น
จำนวนท่อน (1 ท่อน = 6.00 เมตร) ผลลัพธ์ที่ได้ถ้าเศษไม่ถึง 0.5 ให้ปัดลง กรณีเศษมากกว่า 0.5 ให้ปัดเศษขึ้น
เป็นจำนวนเต็มท่อน หรือคำนวณปริมาณเหล็กจากท่อนเป็นกิโลกรัม
6.3 งานโครงเหล็ก ให้คำนวณหาปริมาณเหล็กรูปพรรณที่ใช้ทำโครงหลังคา โดยแยกตามชนิด
ของเหล็ก ขนาดหน้าตัด และความหนา โดยเหล็กชนิดเดียวกันที่ใช้ในหน้าที่เดียวกัน หรือขนาดเดียวกัน
ที่ใช้เป็นจำนวนมาก ให้หาความยาวโดยรวมแล้วเผื่อเปอร์เซ็นต์ความเสียหายจากการใช้งานร้อยละ 3
สำหรับหลังคาทรงจั่ว ทรงเพิง โครง Truss ให้เผื่อเปอร์เซ็นต์ความเสียหายจากการใช้งานร้อยละ 5 สำหรับทรงปั้นหยา
เมื่อได้ความยาวสุทธิแล้วให้หารด้วย 6.00 เมตร (ความยาวตามมาตรฐานเหล็กรูปพรรณทั่วไป) ผลลัพธ์ที่ได้
ถ้ามีเศษให้ปัดเศษเป็นจำนวนเต็มท่อน จากนั้นให้คำนวณหาน้ำหนักของเหล็กแต่ละชนิด หน่วยเป็นกิโลกรัม
6.4 งานสีทนไฟโครงสร้าง ให้คำนวณหาพื้นที่ผิวโดยรอบของเหล็กรูปพรรณแต่ละชนิด
แล้วคูณด้วยจำนวนท่อน เมื่อรวมพื้นที่ที่จะทาสีของเหล็กรูปพรรณทุกชนิด ก็จะได้พื้นที่ทาสีทนไฟโครงสร้างทั้งหมด
หน่วยเป็นตารางเมตร
- งานทดสอบวัสดุก่อสร้าง
หมายถึง การนำวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างอาคาร หรืองานก่อสร้างอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มงาน
ก่อสร้างอาคาร เช่น ถนน สะพาน เขื่อนปํองกันตลิ่ง เป็นต้น มาผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้เครื่องมือทดลอง
มาดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคุณสมบัติเชิงกล เชิงกายภาพ และคุณสมบัติอื่น ๆ ผลลัพธ์ของวัสดุที่ได้มานี้
จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ ตรวจสอบว่าวัสดุก่อสร้างดังกล่าวมีคุณลักษณะเป็นไปตามที่กำหนดหรือไม่
โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ ประเภทที่ 1 การทดสอบทั่วไป เป็นการนำตัวอย่างวัสดุไปทดสอบเพื่อหาคุณสมบัติ ว่ามีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในแบบรูปรายการงานก่อสร้างหรือไม่ และเป็นการทดสอบที่อยู่ใน ห้องปฏิบัติการเป็นหลัก เช่น ค่ากำลังอัดคอนกรีต การรับแรงดึงของเหล็กเส้น/ลวดเหล็ก ค่า CBR/Compaction Test เป็นต้น โดยให้ถือว่าค่าทดสอบนี้เป็น “งานต้นทุน” ที่ผู้มีหน้าที่คำนวณราคากลางสามารถนำค่างานไปคูณกับ ค่า Factor F ตามหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างอาคารได้ ประเภทที่ 2 การทดสอบเฉพาะทาง เป็นการทดสอบเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติพิเศษบางประการ ที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการก่อน หลัง หรือระหว่างการก่อสร้าง และเป็นการทดสอบที่อยู่ในสนามเป็นหลัก โดยผู้ออกแบบจะต้องเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจเพื่อกำหนดวิธีการทดสอบให้เป็นไปตามหลักวิชาช่าง เช่น งานเจาะสำรวจดิน ด้วยวิธี Boring Test งานทดสอบค่าการรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มด้วยวิธี Dynamic Test/ Static Load Test/ ทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Seismic integrity test) เป็นต้น ค่างานการทดสอบนี้ สามารถคำนวณ เป็นค่าใช้จ่ายพิเศษตามข้อกำหนดได้
หมายเหตุ
1) การคิดปริมาณวัสดุ เพื่อใช้ในการทดสอบให้ผู้มีหน้าที่คำนวณราคากลางใช้หลักเกณฑ์ ตามที่หน่วยงานกำหนด หรือสามารถนำแนวทางของส่วนราชการอื่นมาพิจารณาปรับใช้ได้
2) กรณีที่หน่วยงานมีการคิดค่าเช่าเครื่องมือทดสอบไว้ในโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ให้คิดค่าเช่านั้นไว้ในหมวดค่าใช้จ่ายพิเศษตามข้อกำหนด หากมีงานทดสอบอื่นที่เข้าข่ายเป็นงานประเภทที่ 2
ก็ให้คิดราคาไว้ในหมวดค่าใช้จ่ายพิเศษตามข้อกำหนด เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ การดำเนินการการทดสอบและการรับรองรายงานผลการทดสอบ รวมถึงเอกสาร
แสดงผลการทดสอบความมั่นคงแข็งแรงและคุณลักษณะของวัสดุ ต้องดำเนินการโดยสถาบันที่เชื่อถือได้
ตามกฎกระทรวงกำหนดการออกแบบโครงสร้างอาคารและลักษณะและคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ในงานโครงสร้างอาคาร
พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
สถาบันที่เชื่อถือได้ หมายถึง
(1) ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับงานด้านวิศวกรรม
ด้านการออกแบบและคำนวณ การพิจารณาตรวจสอบ หรือการให้คำปรึกษา
(2) นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
ตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรที่มีวัตถุประสงค์ในการให้คำปรึกษาแนะนำด้านวิศวกรรม ซึ่งมีวิศวกรระดับวุฒิวิศวกร
สาขาวิศวกรรมโยธาตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ
(3) สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีการเรียนการสอนหรืองานวิจัยในเรื่อง
ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีวิศวกรระดับสามัญขึ้นไป สาขาวิศวกรรมโยธาตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร และเป็นบุคลากร
ของหน่วยงานของรัฐนั้น เป็นผู้รับรอง